ปัจจัยสู่ความยิ่งใหญ่

บีจี ปทุม ยูไนเต็ด เตรียมที่จะฉลองแชมป์ไทยลีก หนแรกของประวัติศาสตร์สโมสร

การกลับมาสู่ไทยลีก 2020 ได้อีกครั้ง แชมป์ T2 เริ่มทำการบ้านอย่างหนัก ด้วยการเสริมทัพแบบไม่หยุดหย่อน เริ่มจาก การคว้าตัว วิคเตอร์ การ์โดโซ่ มาเป็นหัวใจเกมรับ ช่วยปักหลักได้อย่างเหนียวแน่น แถมยังมีประสบการณ์ในวงการลูกหนังไทยมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็น อุบล ยูไนเต็ด และ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด นั่นทำให้เขาแทบไม่ต้องปรับตัวใดๆ

ต่อเนื่องด้วยการคว้า สุมัญญา ปุริสาย จาก การท่าเรือ เอฟซี เข้ามาเป็นจอมทัพ แม้หลายคนมองว่าอายุเยอะ แต่บนเลขไมล์ 33 ปี ถือว่ากำลังสุกงอมเลยทีเดียว แน่นอนว่าเป็นแท็คติคที่ “โค้ชโอ่ง”ดุสิต เฉลิมแสน กุนซือของทีมต้องการมากๆ เพราะจะให้ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ซึ่งกลับมาจาก โออิตะ ทรินิตะ ทำลายเกมฝั่งตรงข้ามเพียงอย่างเดียว

ก่อนจะสร้างความฮือฮาด้วยการดึงโนเนมอย่าง สันติภาพ จันทร์หง่อม มาจาก โปลิศ เทโร เอฟซี ซึ่งหลายคนตั้งคำถามว่า เขาเป็นใครกัน ทำไม “เดอะบลู แมชชีนส์” ต้องควักกระเป๋าซื้อมาด้วย

แต่เขานี่แหละที่มีส่วนช่วยต้นสังกัดเก่าเลื่อนชั้น แถมยังเล่นได้ทั้งวิงขวา-ซ้าย เมื่อเปิดฤดูกาลเขาทำให้เห็นว่าคุ้มค่าตัว จากการวิ่งเติมเกมรุกและลงมารับแบบไม่หยุดหย่อน จนเข้าไปอยู่ในใจของแฟนบอลทุกคนเวลานี้

การเสริมทีมไม่จบเท่านี้ เมื่อตลาดรอบพิเศษพวกเขาไปดึง อันเดรส ตูเญซ ปราการหลังทีมชาติเวเนซูเอล่า ที่ขอแยกทางกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด โดยมีความตั้งใจกลับบ้านที่สเปน แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ในตอนนั้น ทำให้การเดินทางไม่สามารถออกจากไทยได้ จึงเป็นเหตุให้เขาโยกมาเล่นให้ “เดอะ แรบบิท”

UFA Slot

ยังมี เจนรบ สำเภาดี มาจาก การท่าเรือ เอฟซี ซึ่งหลายคนมองว่าน่าจะถูกปล่อยไปทีมพันธมิตรอย่าง เชียงใหม่ เอฟซี หรือ UFA Slot แต่ที่ไหนได้ เขากลับพัฒนาตัวเอง เปลี่ยนทัศนคติใหม่ จนสามารถยึดตัวหลักตั้งแต่การออกไปเยือนทีมเก่า และยิงประตูชัยทันที

เหนือสิ่งอื่นใด คือ การทุ่มเงิน 30 ล้านบาท ไปกระชาก สารัช อยู่เย็น ออกมาจาก เอสซีจี เมืองทอง นั่นทำให้แผงกองกลางของพวกเขาดูมีมิติเพิ่มขึ้น จากการวางบอลยาวพร้อมกับเปลี่ยนบอลอย่างรวดเร็ว

แถมยังเข้าขากับ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ และ สุมัญญา ปุริสาย แบบลงตัว ตลอดจนตัวสำรองอย่าง ปฐมพล เจริญรัตนาภิรมย์ และ มิตสึรุ มารุโอกะ ก็สามารถทดแทนตัวหลักได้เช่นกัน

ตลาดซื้อขายครั้งสุดท้ายก่อนเปิดเลกสอง การได้หัวหอกยอดดาวยิงทะลุ 100 ประตูในไทยลีก อย่าง ดิโอโก้ หลุยซ์ ซานโต กับ ธีรศิลป์ แดงดา เข้ามาเป็นคู่สังหารในแดนหน้า ด้วยสถิติของพวกเขาที่ถือว่าสุดยอดอยู่แล้ว

เริ่มจากกองหน้าหัวหยองที่มาเล่นในเมืองไทยให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมทุกรายการ ตั้งแต่ 2015-2018 ทั้งสิ้น 159 นัด ทำไป 132 ประตู 9 แฮตทริก ได้แชมป์ ทั้ง ไทยลีก 3 สมัย, เอฟเอ คัพ 1 สมัย, ลีกคัพ 2 สมัย, ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนคัพ (ถ้วยก) 2 สมัย, แม่โขง คลับ 2 สมัย และ พรีเมียร์ คัพ 1 สมัย

แค่เกมเปิดหัวของการจับคู่กัน ในการบุกเยือน โปลิศ เทโร เอฟซี ก็แผลงฤทธิ์ออกมา หลังจาก ดิโอโก้ หลุยซ์ ซานโต ครอสบอลจากขวาไปเสาไกลให้ ธีรศิลป์ แดงดา ชาร์จเน้นๆส่งบอลเข้าไปประเดิมการกลับมาเล่นในไทยลีก ชนิดที่ต้องบอกว่า “เซนส์” ของพวกเขาทันกันแบบไม่ต้องปรับ จนเป็นขีปนาวุธที่น่าสยองของแนวรับทุกทีม

ติดตามข่าวสารได้ที่ riarestaurantchicago.com